CarAudioMedia.net Head Eastern  
ขณะนี้มีผู้เข้าชม online จำนวน คน
 
กิจกรรมและข่าวสาร
ความรู้เครื่องเสียงรถยนต์
โปรโมชั่นสินค้า แนะนำสินค้าใหม่ เทคนิค - ทดสอบ ร้านติดตั้ง รถเด่น - ร้านดัง ตลาดซื้อ - ขาย ห้องสนทนา  
  
USER
  PASSWORD
     
    ลีมรหัสผ่าน | ใช้วิธีใช้งาน
 
ว่าด้วยเรื่อง...คาพาซิสเตอร์ / เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์  
หมวด : ความรู้เครื่องเสียงรถยนต์
โดย : caraudiomedia.net
วันที่ : 7 .กย. 2555
 

คาปาซิเตอร์ (Capacitor) หรือ คอนเดนเซอร์ (Condenser) ที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ซี” (C) นั้นอันที่จริงมันก็คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่พบกันมากในวงจรอิเล็คโทรนิกส์ ซึ่งใช้ทำหน้าที่เก็บประจุไฟฟ้า (Charge) และคายประจุไฟฟ้า (Discharge) จากนั้นก็ได้พัฒนากันมาเรื่อยๆจนกลายมาเป็นเพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ หรือที่นักเล่นเครื่องเสียงรถยนต์มักจะเรียกกันอย่างติดปากว่า CAP กันในเวลาต่อมากนั่นเอง....

เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ มีการผลิตอย่างเป็นทางการภายใต้รูปแบบ Stiffening Capacitors หรือเรียกว่าแท่งคาพาซิสเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นคาพาซิสเตอร์ขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุน และสร้างความเหมาะสมในการจัดเตรียมกำลังไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้าในปริมาณมากๆ เพื่อให้การจ่ายไฟเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสำหรับระบบเสียงในรถยนต์

                                                

           Cylindrical Power Capacitor                            Large Chassis Power Capacitor

ความแตกต่างระหว่าง... คาพาซิสเตอร์ / แบตเตอรี่

  • แบตเตอรี่ แบตเตอรี่ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดทางไฟฟ้า และสามารถที่จะเก็บประจุไฟฟ้าจากการชาร์จได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์นั้นจะมีการออกแบบเพื่อการประจุพลังงานเพิ่ม หรือการคายพลังงานเป็นไปอย่างช้าๆ และใช้เวลานาน เนื่องด้วยกระบวนการทางเคมีที่เป็นการรวมตัวหรือแตกตัวในกระบวนการเคมีเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานจากเคมีให้เป็นไฟฟ้า ที่จะต้องใช้ระยะเวลาส่วนหนึ่งในการเปลี่ยน ซึ่งแตกต่างกับการทำงานของ คาปาซิเตอร์ ซึ่งจะเก็บและปล่อยพลังงานได้อย่างรวดเร็วมาก ความแตกต่างของความเร็วในการถ่ายเทพลังงานนี้ เราเทียบเป็นคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่เรียกกันว่าความต้านทานภายใน (Internal Resistance) ดังนั้นความต้านทานภายในของแบตเตอรี่จะมีค่าสูงกว่าของ คาปาซิเตอร์ ทำให้การถ่ายทอดพลังงานช้ากว่าของคาปาซิเตอร์มาก
  • เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ จะมีความสามารถในการเก็บและปล่อยพลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากการใช้ไฟโดยตรงจากแบตเตอรี่อย่างเห็นได้ชัดครับ ในโครงสร้างของการตัวคาปาซิเตอร์จะเป็นการเก็บประจุไฟฟ้าไว้บนแผ่นโลหะสองแผ่นที่วางไว้ใกล้ชิดกันมากๆ แล้วขั้นไว้ด้วยฉนวนทางไฟฟ้าที่จะไม่ให้ประจุไฟฟ้าบนแผ่นทั้งสองถ่ายเทถึงกันได้ จึงไม่มีกระบวนการทางเคมีมาเกี่ยวข้องทำให้มีความต้านทานภายในตัวต่ำมากดังนั้นการถ่ายเทประจุ เข้า/ออก หรือการปลดปล่อยพลังงานจึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมาก โดยมีพื้นที่หน้าตัดของขั้วทางไฟฟ้า ชนิดของฉนวน และระยะห่างของทั้งสองขั้วจะเป็นตัวแปลค่าของความจุ และความสามารถในการทนแรงไฟ

เพาเวอร์ คาปาซิเตอร์ มีประโยชน์อย่างไรในระบบเสียงรถยนต์

จากการเก็บและคายประจุของคาปาซิเตอร์ การกรองไฟดีซีให้เรียบ (Filter) การถ่ายทอดสัญญาณ และเชื่อมโยงระหว่างวงจร (Coupling) การกรองความถี่ (Bypass) การกั้นการไหลของกระแสไฟ DC และ AC จึงทำให้เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาลในระบบเสียงรถยนต์

  • ช่วยให้การจ่ายกระแสไฟได้ดีขึ้น ด้วยความสามารถในการเก็บประจุ และคายประจุของคาพาซิสเตอร์ ทำให้นักเล่นเครื่องเสียงรถยนต์ที่พิสมัยในความดังที่ชอบเล่นในชุดใหญ่ๆ สามารถนำเอาแท่งคาพาซิสเตอร์มาช่วยในการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ในรูปของการเก็บประจุไว้ในตัวสำหรับจ่ายไฟให้กับเพาเวอร์แอมป์ขนาดใหญ่ๆ เพื่อให้เพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นๆสามารถที่จะสร้างพลังเสียงได้อย่างสมบูรณ์อย่างไร้ข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเสียงในย่านความถี่ต่ำ หรือเสียงเบสครับที่เห็นๆกันอยู่ว่ากินกำลังไฟเสียเหลือเกิน...
  • ช่วยกรองความถี่ AC ให้หมดไป นอกจากนั้นเจ้าตัวแท่งคาพาซิสเตอร์ หรือเพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ทีว่านี้ยังมีสภาพของการทำงานที่เหมือนกับการกรองเสียงความถี่ต่ำอย่าง โลว์พาส ฟิลเตอร์ ซึ่งในบางครั้งระดับของแรงดันไฟฟ้าที่ตกคร่อมในตัวเพาเวอร์แอมป์อาจทำให้เกิดลูกคลื่นแบบ AC ที่ผกผันตามคลื่นแบบ DC ได้เช่นกัน แล้วเจ้าตัวคาพาซิสเตอร์นี่เองครับ ที่จะคอยทำหน้าที่ในการกรองรูปคลื่นแบบ AC ทิ้งไปให้เหลือแต่กระแสไฟแบบ DC เพรียวๆตามที่เพาเวอร์แอมป์ต้องการ

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบต้องการเพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์

เป็นอีกหนึ่งคำถามที่มักมีการถามกันมากว่าในระบบขนาดไหนถึงจะต้องต้องมีเพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ เอากับแบบง่ายๆเลยนะครับ คือถ้าระบบของคุณไม่มีความใหญ่โตมากนัก มีการติดตั้งเพาเวอร์แอมป์สำหรับขับลำโพง กลาง/แหลม แยกชิ้น หน้า/ หลัง อย่างละคู่ แบบนี้ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์แต่อย่างใด หรือจะขยับขึ้นมาด้วยการเพิ่มเพเวอร์แอมป์สำหรับขับซับวูฟเฟอร์ขนาดสัก ค 8 นิ้ว 1-2 ตัวด้วยการฟังแบบสบายๆ แบบนี้ก็อาจไม่ต้องใช้ เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ เช่นกันครับ แต่ถ้าเป็นกรณีที่เล่นแบบเน้นจังหวะ และเสียงเบส หรือชอบเล่นแบบดังๆแล้วละก็ อยากจะแนะนำว่า ให้สังเกตดูว่าที่ไฟหน้าของรถยนต์ หรือว่าไฟที่หน้าปัดของรถมีอาการตก หรือกระพริบตามจังหวะดนตรีหรือไม่ ถ้ามีอาการดังกล่าวแสดงว่าระบบของคุณออกอาการเป๋แล้วครับ การจ่ายไฟจากแบตเตอรี่เริ่มตก หรือไม่พอ ควรใช้เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์เข้ามาช่วยในระบบ

ต้องใช้เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ขนาดเท่าไรถึงจะเพียงพอ

ในทุกวันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้การสร้างคาปาซิสเตอร์ชนิดที่ฉนวนในการกั้นประจุไฟฟ้าให้ได้ความบางมากๆ และมีคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ทำฉนวนไฟฟ้าใช้กั้นระหว่างสองขั้วไฟฟ้าที่ทำให้ความจุของคาปาซิสเตอร์เปลี่ยนแปลง แม้ระยะห่างของขั้วทั้งสองยังคงที่ จึงสามารถสร้างคาปาซิสเตอร์ให้มีความจุเพิ่มขนาดเป็น ฟารัด ขึ้นมาได้ง่ายมากในปัจจุบัน ขนาดที่อย่างแนะนำสำหรับระบบเสียงขนาด กลาง ใหญ่ ควรจะใช้ในขนาด 1.0 ฟารัด (1,000,000 ไมโครฟารัด) ขึ้นไป ก็จะแก้ปัญหาได้ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่หากเป็นในระบบใหญ่ๆ ถ้าจะให้มีพลังงานสะสมเพียงพอ อาจใช้ขนาดเพิ่มเป็น 1.5 หรือ 2.0 ฟารัด หรือมากกว่านั้น เท่าที่ทราบในตลาดเครื่องเสียงบ้านเรา เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ ขนาด 3.5 – 5 ฟารัดนั้นหาได้ไม่ยากนัก แต่สนนราคานั้นอาจจะสูงอยู่สักหน่อย อันนี้ก็แล้วแต่จะพิจารณา แต่อยากจะเสนอในเรื่องของความสามารถในการทนแรงไฟ กล่าวคือถ้าเป็นไปได้ให้เลือกใช้แบบที่ทนแรงดันไฟฟ้าได้ 16 โวลต์จะราคาถูกกว่าขนาดที่ทนไฟได้ 20-24 โวลต์อยู่มาก เพราะว่าโดยปรกติไฟในระบบไฟรถยนต์จะไม่เกิน 14.5 โวลต์ ถ้าหาก Alternator ทำงานตามปกติ แต่ถ้าหากมีการทำงานแบบไม่ปกติ ก็อาจจะมีแรงดัน ไฟฟ้าที่ออกมาเกิน 16 โวลต์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการรั่วของประจุผ่านฉนวนในตัวของคาพาซิสเตอร์ได้ และทำให้เกิดความร้อน จนถึงเสียในที่สุด

วิธีใช้งาน และการติดตั้ง เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์

ในการติดใช้งานเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ต้องพิจารณาจุดที่ติดตั้งเป็นหลัก โดยรูปแบบของการติดตั้ง และการใช่งานนั้นไม่ได้มีความยุ่งยากอะไรมายนัก แต่ต้องอาศัยความรอบคอบ และระมัดระวังให้มากหน่อย เนื่องจากว่าจะอย่างไรมันก็คือระบบไฟฟ้า อาจเกิดการอาร์ค หรือช็อตได้ง่าย
  • ตำแหน่งติดตั้งไม่ควรห่างจากเพาเวอร์แอมป์เกิน 18 นิ้ว ในการวางวางตำแหน่งของ เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ นั้นจะต้องทำการติดตั้งให้ใกล้กับตัวเพาเวอร์แอมป์ให้มากที่สุด มีการเดินสายไฟฟ้าจากตัวของ คาพาซิสเตอร์ ไปยังเพาเวอร์แอมป์ให้น้อยที่สุด เพื่อประสิทธิภาพในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าไม่สามารถทำได้อย่างน้อยก็ไม่ควรเดินสายเกิน 18 นิ้ว

  • ใช้สายไฟเบอร์ใหญ่สุด ในที่นี้หมายความว่า ใช้สายขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเน้นไปที่จะต้องใส่เข้ากับขั้วของคาพาซิสเตอร์ และขั้วของเพาเวอร์แอมป์ได้อย่างสะดวกด้วย
  • ตรวจสอบการเดินสายอย่างรอบคอบ วิธีต่อพ่วงเพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์นั้น ให้ต่อขั้วบวกเข้ากับขั้วบวก เพาเวอร์แอมป์โดยตรง เพื่อลดความต้านทานของสายให้น้อยที่สุด ส่วนที่ขั้วลบของคาพาซิสเตอร์จะต่อลงกราวด์ ตรงนี้ต้องตรวจอย่างรอบคอบว่าไม่ผิดขั้วเพราะอาจพัง หรือระเบิดได้ก่อนต่อไฟบวกเข้ากับแบตเตอรี่โดยผ่านฟิวส์เข้ากับคาพาซิสเตอร์  

การใช้งานครั้งแรกต้องประจุไฟก่อน ในการปรุจุไฟฟ้าให้กับคาพาซิสเตอร์นั้นควรปิดสวิทช์ควบคุมเพาเวอร์แอมป์ เพื่อไม่ให้ทำงานเสียก่อน จากนั้นก็เริ่มทำการประจุไฟให้เข้าไปในคาพาซิสเตอร์เสียก่อน ด้วยการผ่านความต้านทานต่ำๆขนาด 500 โอห์ม – 1000 โอห์ม ขนาดสัก 2-5 วัตต์ก็น่าจะเพียงพอ แต่ถ้าหาไม่ได้ อาจใช้หลอดไฟรถยนต์ 12 โวลต์ขนาด 10 วัตต์ แทนก็ได้ ใช้งานได้เหมือนกัน แถมหาง่ายอีกต่างหากด้วย โดยจะใช้เวลาในการประจุไฟฟ้านานประมาณ 5-20 วินาทีเท่านั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของคาพาซิสเตอร์ ถ้าเป็นการใช้หลอดไฟเป็นตัวประจุก็ให้รอจนไฟหรี่และดับไปในที่สุดซึ่งแสดงว่าตัวคาพาซิสเตอร์ได้ประจุไฟเต็มแล้วหลังจากนั้นจึงต่อเข้ากับสายจากฟิวส์อย่างถาวรและขั้นนอตให้แน่น การต่อเข้ากับแบตเตอรี่โดยไม่ประจุก่อนอาจทำให้เกิดประกายไฟ ทำให้จุดสัมผัสชำรุดเสียหายได้และเป็นอันตรายได้

มีคาพาซิสเตอร์อยู่แล้ว จะเพิ่มตัวที่สองได้อย่างไร

ในการเพิ่มค่าความจุของคาพาซิสเตอร์ หรือการเพิ่มคาพาซิสเตอร์ตัวที่สองนั้น สามารถทำได้ด้วยการต่อแบบขนานเข้าไปได้เลย คือนำขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวกของคาพาซิสเตอร์ตัวแรก และนำขั้วลบมาต่อกับขั้วลบของคาพาซิสเตอร์ตัวแรกได้เลยเช่นกัน อย่าทำการต่อแบบอนุกรมเด็ดขาดครับ เพราะจะทำให้ค่าความจุของคาพาซิสเตอร์ลดลงในอัตราส่วนกว่าครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว (ดูวิธีการต่อได้ตามภาพ)

จะทราบได้อย่างไรว่าคาพาซิสเตอร์เสียหรือไม่
ในกรณีที่ได้ทำการประจุไฟฟ้าคาพาซิสเตอร์ไว้เต็มแล้ว ให้ใช้หลอดไฟรถยนต์ 12 โวลต์ขนาดเล็กๆที่กินไฟน้อยๆอย่างหลอดไฟส่องหน้าปัดมาลองต่อแทนตัวต้านทาน หรือหลอดใหญ่ที่ใช้เป็นตัวประจุเหมือนการประจุไฟครั้งแรก หากไฟไม่ติดแสดงว่าคาพาซิสเตอร์ตัวนั้นใช้การได้ดี และทำงานได้ตามปกติ หากติดมีแสงแสดงว่าคาพาซิสเตอร์ตัวนั้นมีการเสื่อมสภาพ มีการรั่วภายในแล้ว กล่าวคือ เพาเวอร์ คาพาซิสเตอร์ ที่ดีนั้นเมื่อมีการประจุไฟไว้เต็มแล้วจะไม่รับกระแสไฟอีก การทำงานคาปาซิเตอร์เปรียบได้เหมือนถังน้ำ คือหากเติมหรือบรรจุเต็มแล้วก็จะเติมอีกไม่ได้หากไม่รั่วก็จะไม่ไปไหน ยกเว้นมีการกระตุ้นจากโหลดภายนอกที่มีความต้องการไฟที่มากพอถึงจะมีการคายประจุ


 
อัพเดทเมื่อ : 7 .กย. 2555 เวลา 00:52 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 24575
หลากหลายความคิดเห็นบนสังคมออนไลน์ : Share
   
 
 
มีทั้งหมด 69 ข่าว
ปัญหาการบิดเบือนในครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์ค...
 
อัพเดทเมื่อ : 28 ส. ค. 2557 เวลา 10:25 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 198  
พาสซีพ ครอสโอเวอร์ที่ดีได้อย่างไร...
 
อัพเดทเมื่อ : 7 ส. ค. 2557 เวลา 14:56 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 444  
เรื่องของ...แบตเตอรี่แบบ...ตะกั่ว-กรด...
 
อัพเดทเมื่อ : 3 ก.ค. 2557 เวลา 09:57 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 520  
เบื้องต้น...กับการติดตั้งซับวูฟเฟอร์สไตล์ SPL…
 
อัพเดทเมื่อ : 23 มิ.ย. 2557 เวลา 10:21 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 1440  
กรวยวูฟเฟอร์ที่ใช้วัสดุต่างชนิด...กับเสียงที่แตกต่าง...???
 
อัพเดทเมื่อ : 9 มิ.ย. 2557 เวลา 10:56 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 916  
การเลือกใช้ลำโพงแบบแยกชิ้น....ให้ผลที่ดีกว่าอย่างไร…???
 
อัพเดทเมื่อ : 2 มิ.ย. 2557 เวลา 11:38 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 1061  
เรื่องของทวีตเตอร์ที่ใช้วัสดุต่างชนิด...กับเสียงที่แตกต่าง...
 
อัพเดทเมื่อ : 20 พ.ค. 2557 เวลา 11:48 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 821  
เรื่องของลำโพง...กับความไว ( Sensitivity )…?
 
อัพเดทเมื่อ : 8 พ.ค. 2557 เวลา 10:31 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 927  
ความสัมพันธ์ของกำลังขับ...กับ Power Handling ของลำโพง...
 
อัพเดทเมื่อ : 22 เม.ย. 2557 เวลา 02:46 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 1115  
Trip เล็กๆ...เพื่อการใช้งาน...ลำโพงแบบแยกชิ้น...และลำโพงแกนร่วมโคแอ็คเชียล...
 
อัพเดทเมื่อ : 8 เม.ย. 2557 เวลา 02:37 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 1185  
ข้อมูลจำเพาะของลำโพงมีความสำคัญอย่างไร…?
 
อัพเดทเมื่อ : 31 มี.ค. 2557 เวลา 06:27 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 1213  
เทคนิคการปรับเสียง Bass Up Front
 
อัพเดทเมื่อ : 19 มี.ค. 2557 เวลา 04:16 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 2626  
การติดตั้งลำโพงที่เหมาะสม...สำหรับระบบเสียงแบบ Rear Fill
 
อัพเดทเมื่อ : 10 มี.ค. 2557 เวลา 07:46 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 1503  
การปรับตั้งเกนขยาย...ในเพาเวอร์แอมป์...???
 
อัพเดทเมื่อ : 25 ก.พ. 2557 เวลา 03:29 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 2564  
เพาเวอร์แอมป์ขับซับวูฟเฟอร์...ขนาดกำลังขับเท่าไหร่ถึงจะพอ...?
 
อัพเดทเมื่อ : 11 ก.พ. 2557 เวลา 09:02 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 2867  
ความแตกต่างระหว่างการเดินสายลำโพงแบบขนาน...และอนุกรม…
 
อัพเดทเมื่อ : 3 ก.พ. 2557 เวลา 09:54 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 4856  
Trip เล็กๆ...กับการออกแบบระบบที่ใช้เพาเวอร์แอมป์หลายๆ ตัว
 
อัพเดทเมื่อ : 14 ม.ค. 2557 เวลา 10:37 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 3378  
ความแตกต่างของคำว่า Class ในเพาเวอร์แอมป์...?
 
อัพเดทเมื่อ : 8 ม.ค. 2557 เวลา 10:55 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 2471  
เพาเวอร์แอมป์...กับอิมพีแดนซ์ของลำโพง...?
 
อัพเดทเมื่อ : 25 ธ.ค. 2556 เวลา 13:31 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 2724  
ว่าด้วยเรื่องของ...ระบบไบ-แอมป์
 
อัพเดทเมื่อ : 17 ธ.ค. 2556 เวลา 11:48 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 1967  
ว่าด้วยเรื่องของ 2-Ohms Stable
 
อัพเดทเมื่อ : 6 ธ.ค. 2556 เวลา 10:04 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 1402  
ว่าด้วย...การใช้งาน Mixed-Mono ในเพาเวอร์แอมป์...
 
อัพเดทเมื่อ : 2 ธ.ค. 2556 เวลา 12:13 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 2225  
อะไรคือการบริดจ์ในเพาเวอร์แอมป์...
 
อัพเดทเมื่อ : 18 พ.ย. 2556 เวลา 10:29 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 4709  
มารู้จักกับ...สวิทช์ปรับเฟส ( Phase Shift )
 
อัพเดทเมื่อ : 11 พ.ย. 2556 เวลา 14:46 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 2633  
ว่าด้วยเรื่อง...การจัดสรรช่วงความถี่เสียง...ให้เหมาะกับลำโพง…
 
อัพเดทเมื่อ : 1 พ.ย. 2556 เวลา 13:43 | ผู้เข้าชมทั้งหมด 2419  
 
  อ่านทั้งหมด...
 
 
 
 
 























 
 
  สงวนลิขสิทธิ์ © 2554 Caraudiomedia.net
เกี่ยวกับเรา | นโยบายการใช้งาน | แผนผังเว็บไซต์ | ติดต่อลงโฆษณา | ติดต่อทีมงาน caradudiomedia.net